UNESCO ประณามอิสราเอลละเมิดกฎหมาย เบนจามินโต้กลับทันควันตัดงบสนับสนุน UN ทันที

รัฐบาลแห่งประเทศอิสราเอลได้ออกมาแถลงการณ์ตัดงบประมาณสนับสนุนองค์การสหประชาชาติหรือ UN เป็น จำนวนเงินถึง 1 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือ UNESCO หนึ่งในหน่วยงานเครือข่ายของ UN ได้มีการประชุมและลงมติตำหนิและไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับการที่อิสราเอลจะทำการขุดค้นแหล่งโบราณคดีที่ตั้งอยู่แถบเมืองเยรูซาเล็มตะวันออก

 

นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีของประเทศอิสราเอล ได้แถลงการณ์ผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า UNESCO นั้นไม่มีสิทธิ์ที่จะมาตำหนิอิสราเอลใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะดินแดนเยรูซาเล็มเป็นของอิสราเอลมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1967 ที่ยึดมาจากจอร์แดนระหว่างที่เกิดการทำสงครามกันและอิสราเอลเป็นฝ่ายชนะ เยรูซาเล็มก็ตกเป็นของอิสราเอลอย่างถูกต้อง ดังนั้นอิสราเอลจึงมีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้บนดินแดนที่เป็นของตนเองอย่างชอบธรรม การที่ UNESCO มีความเคลื่อนไหวแบบนี้แสดงออกถึงการปฏิเสธอำนาจอธิปไตยที่อิสราเอลมีสิทธิ์เหนือเยรูซาเล็ม ดังนั้น นายเบนจามิน เนทันยาฮู จึงมีการสั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศทำการดำเนินการตัดงบประมาณช่วยเหลือ UN ออกจำนวนถึง 1 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ นอกจากนั้นนายเบนจามิน เนทันยาฮู ยังมีการเรียกตัวนายคาร์ล แม็กนุส เนสเซอร์ เอคอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศอิสราเอลมาเข้าพบและตำหนิ ในกรณีที่ผู้แทนของประเทศสวีเดนใน UNESCO ร่วมโหวตลงความเห็นชอบในมตินี้ด้วย

ร่างมติของยูเนสโกนั้น มีจุดมุ่งหมายในการหยุดยั้งโครงการของอิสราเอลที่จะขุดค้นแหล่งโบราณคดีในเมืองเยรูซาเล็ม ซึ่งถือเป็นเมืองแห่งที่ตั้งศาสนสถานอันเป็นที่สักการะบูชาของชาวยิวคือ มิสยิดอัลอักซอหรือโดมออฟร็อค โดยเนื้อหาในมติมีใจความว่า ประเทศอิสราเอลได้ใช้กำลังทางทหารเข้ายึดครองเยรูซาเล็ม ดังนั้น UNESCO จึงขอเรียกร้องให้ยุติการกระทำนั้นรวมถึงให้ยุติโครงการต่าง ๆ ด้วย เพราะถือเป็นการฝ่าฝืนและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ มติครั้งนี้เป็นการผลักดันของ 6 ประเทศนำร่อง คือ โมร็อคโก ซูดาน แอลจีเรีย โอมาน อียิปต์ และเลบานอน มติโหวตมีความเห็นชอบ 22 เสียงไม่เห็นชอบ 10 และงดออกเสียง 23 เสียง

นอกจากนั้นประเทศปาเลสไตน์ยังได้มีการแสดงออกอย่างชัดเจนโดยกระทรวงการต่างประเทศได้ออกมาแถลงการณ์ว่า เห็นด้วยและมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มติดังกล่าวผ่านความเห็นชอบ เนื่องจากการกระทำครั้งนี้ของประเทศอิสราเอลถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย มีภัยคุกคามและอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อโบราณสถานอันเป็นสิ่งมีค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างประเมินค่ามิได้

 

อย่างไรก็ตามไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร อิสราเอลก็ยังยืนกรานในสิทธิ์อันชอบธรรมของตนเองและยังเดินหน้าที่จะทำการขุดค้น ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าทั้ง UNESCO และ UN จะดำเนินการอย่างไรกับเรื่องนี้ต่อไป